ไปกินส้มตำที่น้ำตก(ทำไม)
post
date :
3 December 2009 15:27
|
 |
 |
เพื่อนผมคนหนึ่งเพิ่งกลับจากการไปเที่ยวน้ำตกแห่งหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า น้ำตกทุกที่ที่กูไป xxx มีแต่ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างให้แดก
ผมเองพอมานั่งคิดประโยคที่มันบอกก็เห็นจะจริง
แม้ว่าจะยังไม่ได้ไปทั่วทุกที่ก็ตาม
แต่ที่ไหนที่มีน้ำตกเป็นแหล่งเชิดหน้าชูตา
ก็มักมีร้านค้าสวัสดิการที่ผู้ดูแลเปิดให้เช่า
และส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารดังว่า
ไม่รู้ว่าเรามีวัฒนธรรมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกัน
เมื่อไหร่ที่ไปก็อดไม่ได้ที่จะสั่ง หรือเพราะไม่มีอย่างอื่นให้สั่ง
หรือว่ากินข้าวผัดตอนชมน้ำตกไม่อร่อยหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้
นอกจากข้าวเหนียวส้มตำแล้ว ไอเพื่อนของผมมันยังเอ่ยปากชมอีกว่า
เดี๋ยวนี้ไปกันสบายๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อน
ไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่ต้องเตรียมอะไรไปแล้ว ไปหาเอาดาบหน้าก็ได้
ที่ทำงานอุทยานฯ หรือที่ไหนๆ ก็มีพร้อม
จะมีข้อเสียก็แต่ร้านพวกนี้ปิดตามเวลากำหนดเท่านั้นล่ะ
ปกติแล้ว
ผมกับเพื่อนคนนี้สมัยเรียนมักไปเที่ยวตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ
ด้วยกันเสมอ อุทยานแห่งชาติหลายแห่ง น้ำตก
หรือนอนลอยแพบนน่านน้ำนิ่งสงบของเขื่อนศรีฯ ต่างก็เคยมาแล้ว
แต่พอมาเจอประโยคล่าสุดของมัน ทำเอาผมอึ้งไปพักใหญ่
เลยถามมันกลับไปว่าตกลงว่ามึงอยากไปสบาย (ไม่ใช่ไม่ตาย)
มันก็สวนมาทันทีว่าก็เออสิ ถ้าไปแล้วไม่สบาย จะไปทำไม วันหยุดจากการทำงาน
ก็อยากไปเที่ยวพักผ่อนแบบสบายๆ บ้าง แต่ขอแบบเป็นธรรมชาติๆ นะ
....
หลังจากผละจากมันมา ผมก็ได้แต่คิดว่า
บางทีเราอาจลืมความหมายที่แท้จริงของการไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวตาม
ธรรมชาติไปแล้วหรือเปล่า
จริงอยู่ที่ว่าเลาเราอยากพัก เราต่างก็อยากพักอย่างสบายๆ ด้วยกันทั้งนั้น
คงไม่มีใครอยากไปลำบากในวันเสาร์อาทิตย์ให้เหนื่อยล้าเพื่อกลับเข้ามาทำงาน
ในเช้าวันจันทร์ดอก
แต่ให้ตายสิ นี่มันสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาตินะ
คนที่จะไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นธรรมชาติอยู่นั้น
ย่อมเป็นคนที่ถูกธรรมชาติเลือกแล้วว่าเหมาะสม
พร้อมที่จะสามารถปรับสภาพกายให้เข้ากับธรรมชาติได้
สามารถนอนกางดินกินกลางทรายได้ สามารถที่จะอยู่กับยุงและทากได้
ความจริงที่ว่าเหล่านี้ มันคือความลำบาก แต่นั่นก็คือ
การควบคุมปริมาณของคน ขยะ
และการทำงานของธรรมชาติที่พร้อมจะฟื้นตัวได้อย่างไม่ยากเย็นหลังจากคนที่
หนึ่งออกไปก่อนคนที่สองจะเข้ามา
ธรรมชาติได้เลือกให้คนคนหนึ่งไป แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ใครคนใดไปก็ได้
และที่สำคัญ เราไม่มีสิทธิที่จะแปรสภาพสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น
ให้เป็นตลาดนัดขนาดย่อมของคนชอบเที่ยว
(แต่ทุกวันนี้มันกลับเป็นว่าเรานั้นได้แปรเปลี่ยนสถานที่เหล่านั้นไปแล้ว)
ตลกที่ไม่ว่าไปที่ไหน เบื้องหน้าสถานที่ต่างถูกแปรสภาพไม่ต่างกัน ร้านค้า
ที่พัก ผุดขึ้นมากมาย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา
โดยไม่สนว่าธรรมชาติรับได้แค่ไหน
พอที่ที่หนึ่งพังไป ก็เฮโลไปสร้างที่ใหม่กันต่อ ทำลายกันเป็นทอดๆ ตามนโยบาย เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้
ไม่ไปคงไม่รู้ว่ามันเสื่อมโทรมแค่ไหน หรือไม่ไปก็คงไม่พัง
สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งหนึ่ง เป็นน้ำตกสวยหรู ทุกๆ ปี
จะมีน้ำไหล ให้เราเห็น แม้ว่าจะเป็นหน้าแล้งก็ตามที
แต่ทำไมเดี๋ยวนี้หน้าแล้ง
สายธารอันงดงามที่ธรรมชาติสร้างไว้จึงเหลือแต่ซากปรักหักพังของเศษขยะที่คน
ไปเที่ยวได้ทิ้งให้ดูต่างหน้าแทน
ก็เพราะการเรียกร้องความสะดวกสบายทั้งนั้นล่ะ
มันไม่เคยมีน้ำตกสายไหน ที่อยู่ริมถนนหลวง แต่เราก็ตัดถนนผ่านป่าเข้าไป
เพื่อให้สะดวกต่อการเข้าถึง เราถางป่าจำนวนมาก
เพื่อมันให้เป็นที่โล่งเตียนสำหรับการสร้างเกสเฮาส์ราคาหลายพันต่อคืน
และเราได้ทำลายป่าต้นน้ำอันเป็นวงจรสำคัญในการหล่อเลี้ยงให้สายน้ำยังคงมี
อยู่ไม่ว่าฤดูกาลไหน (ซ้ำร้ายคนปลายน้ำนี่สิ แทบจะร้องไห้
เพราะไม่มีน้ำจะใช้ ลำพังเขาใช้น้ำขี้ตีนคุณก็แย่แล้ว)
ทำไมหน้าร้อนเดี๋ยวนี้ ถึงไม่มีน้ำให้ได้เล่น แล้วทำไมหน้าฝนน้ำจึงหลากจากป่าอย่างแรงจนมีข่าวคนตายเป็นว่าเล่น
คำตอบที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ใช่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นคือส่วนหนึ่ง
แต่ตัวการของการเปลี่ยนของสภาพอากาศล่ะ คืออะไร
มันคือความสะดวกสบายที่เราต่างถวิลหากันนักใช่หรือไม่
อย่าคิดว่าไม่เป็นไร
อย่าคิดว่ามันไม่มีผลกระทบแค่ว่าสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ จะหายไป
เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายแค่นั้น ยังมีอื่นๆ อีกมาก
หากคิดจะเที่ยวยังสถานที่ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ
ไม่ใช่สักแต่สั่งส้มตำกินกันอย่างเดียว |
 |
 |
LAST COMMENT |
|
|
|
ท่านคีตโศก ครับผม
ผมขออณุญาต นำบทความของท่าน ไปเผยแพร่ในเว็บโซด์ที่ผมเล่นอยู่ประจำ จะได้ไหมครับผม
เพราะแต่ละบทความ สมควรที่จะให้ "เด็กวัยรุ่น" ที่ไม่สิ้นกลิ่นความเจริญ ได้อ่านกัน |
|
|
|
(Please login for post Your Comment.) |
 |
|